
ในยุคที่ธุรกิจโรงแรมแข่งขันกันสูง การบริหารห้องพักด้วย Excel หรือการจดข้อมูลแบบ Manual อาจไม่เพียงพออีกต่อไป โรงแรมจำนวนมากจึงเริ่มใช้ โปรแกรม PMS เพื่อช่วยจัดการงานต่างๆ ภายในโรงแรมให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่อง “Occupancy” หรืออัตราการเข้าพัก ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจโรงแรม
PMS หรือ Property Management System คือ ระบบบริหารจัดการโรงแรม ที่ช่วยดูแลการทำงานหลักของโรงแรมไว้ในระบบเดียว เช่น:
พูดง่ายๆ คือ PMS เปรียบเสมือน “ศูนย์กลาง” ของการบริหารโรงแรม ที่ช่วยให้ทุกแผนกทำงานเชื่อมต่อกันได้ง่ายขึ้น
ปัจจุบัน PMS สมัยใหม่ยังสามารถเชื่อมต่อกับ:
ทำให้โรงแรมบริหารงานได้แบบ Real-time และลดงาน Manual ได้อย่างมาก
Occupancy หรือ Occupancy Rate คือ “อัตราการเข้าพัก” ของโรงแรม โดยคำนวณจากจำนวนห้องที่ขายได้ เทียบกับจำนวนห้องทั้งหมดที่เปิดขาย
สูตรคำนวณคือ
![]()
ตัวอย่าง:
Occupancy เท่ากับ 80%
แม้ Occupancy จะเป็นตัวเลขสำคัญ แต่หากไม่มีระบบช่วยเก็บและวิเคราะห์ข้อมูล โรงแรมอาจไม่สามารถใช้ข้อมูลเหล่านี้ให้เกิดประโยชน์ได้เต็มที่
PMS จึงเข้ามามีบทบาทสำคัญในการช่วยให้โรงแรม:
PMS ที่เชื่อมต่อกับ Channel Manager สามารถ Sync จำนวนห้องและราคากับ OTA ต่างๆ ได้แบบอัตโนมัติ
เช่น:
เมื่อมีลูกค้าจองห้อง:
ผลลัพธ์คือ:
หนึ่งในปัญหาใหญ่ของธุรกิจโรงแรม คือ “ห้องว่างที่ขายไม่ได้” เพราะห้องพักเป็นสินค้าที่หมดอายุทุกวัน
PMS ช่วยให้โรงแรมเห็นข้อมูล Occupancy ได้ทันที เช่น:
เมื่อเห็นข้อมูลเร็ว โรงแรมสามารถ:
บางโรงแรมพบว่า:
“ศุกร์–เสาร์ห้องเต็มทุกสัปดาห์ แต่วันธรรมดามีห้องว่างเกินครึ่ง”
เมื่อวิเคราะห์ผ่าน PMS จึงสามารถทำโปรโมชั่นเฉพาะวันธรรมดา และช่วยเพิ่ม Occupancy ได้มากขึ้น
PMS สมัยใหม่ไม่ได้เป็นแค่ระบบจองห้องพัก แต่ยังช่วยวิเคราะห์ข้อมูลธุรกิจได้ละเอียดขึ้น เช่น:
ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้ผู้บริหาร:
หลายโรงแรมเข้าใจว่า “ยิ่งเปิดขายหลาย OTA ยิ่งมีโอกาสห้องเต็ม” แต่ในความเป็นจริง แม้จะเปิดขายผ่าน Agoda, Booking.com, Expedia หรือแพลตฟอร์มอื่นจำนวนมาก ก็ไม่ได้หมายความว่า Occupancy จะสูงเสมอไป
สาเหตุสำคัญมักไม่ได้อยู่ที่ “จำนวน OTA” แต่อยู่ที่ “การบริหารข้อมูล” และ “ความเร็วในการจัดการห้องพัก” หากโรงแรมไม่มี โปรแกรม PMS หรือ Channel Manager ที่ดี ก็อาจเกิดปัญหาห้องว่าง รายได้หาย และยอดจองตกได้ง่ายกว่าที่คิด
ปัญหาที่พบบ่อยหากไม่มีโปรแกรมโรงแรม PMS
ในยุคที่การแข่งขันของธุรกิจโรงแรมสูงขึ้นทุกปี การเพิ่ม Occupancy ไม่ใช่แค่การเปิดขายหลาย OTA หรือทำโปรโมชั่นลดราคาเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัย “ข้อมูล” และ “ความเร็วในการตัดสินใจ” ซึ่งระบบ PMS (Property Management System) เข้ามามีบทบาทสำคัญอย่างมาก
PMS สมัยใหม่ไม่ได้เป็นเพียงระบบจองห้องพัก แต่เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้โรงแรม:
หนึ่งในวิธีที่ PMS ช่วยเพิ่ม Occupancy ได้ดีที่สุด คือการช่วยวิเคราะห์ว่า “วันไหนยอดจองตก” เพื่อให้โรงแรมสามารถแก้ปัญหาได้ตรงจุด
โรงแรมจำนวนมากมักใช้วิธี “ลดราคาทุกช่วง” เพื่อหวังเพิ่มยอดจอง แต่จริงๆ แล้ว การทำโปรโมชั่นแบบไม่วิเคราะห์ข้อมูล อาจทำให้กำไรลดลงโดยไม่จำเป็น
แม้ OTA จะช่วยเพิ่มยอดจอง แต่ไม่ใช่ทุกช่องทางจะสร้าง “กำไร” เท่ากัน
PMS สามารถช่วยวิเคราะห์ได้ว่า:
Direct Booking คือการจองตรงผ่านเว็บไซต์หรือช่องทางของโรงแรมเอง ซึ่งช่วยให้โรงแรม:
PMS ที่เชื่อมกับ Booking Engine สามารถช่วยให้:
นอกจากนี้ โรงแรมยังสามารถใช้ข้อมูลจาก PMS เพื่อทำ:
PMS สามารถเก็บข้อมูลย้อนหลังและช่วย Forecast แนวโน้มธุรกิจได้แม่นยำขึ้น
เช่น:
ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้โรงแรม:
การเลือก PMS (Property Management System) ไม่ใช่แค่เลือก “โปรแกรมโรงแรม” ทั่วไป แต่คือการเลือกระบบที่จะเข้ามาเป็นศูนย์กลางในการบริหารธุรกิจทั้งหมด ทั้งการจอง ห้องพัก รายได้ และข้อมูลลูกค้า
หากเลือก PMS ไม่เหมาะกับรูปแบบโรงแรม อาจทำให้:
ดังนั้น ก่อนตัดสินใจเลือก PMS โรงแรมควรมี Checklist สำคัญดังต่อไปนี้
หาก PMS มีองค์ประกอบเหล่านี้ครบ โรงแรมจะสามารถ:
โรงแรมยุคใหม่จึงควรเลือกระบบ PMS ที่สามารถเชื่อมต่อ OTA ได้แบบ Real-time มี Dashboard วิเคราะห์ข้อมูล และช่วยให้ผู้บริหารตัดสินใจได้รวดเร็วขึ้นจากข้อมูลจริง ซึ่ง RoomYY มีครบทุกฟังก์ชั่น สนใจดูรายละเอียดเพิ่มเติม คลิก
เพราะในธุรกิจโรงแรม การเข้าถึงข้อมูลได้เร็วกว่า อาจหมายถึงโอกาสในการขายห้องพักและเพิ่มรายได้ที่มากกว่าคู่แข่ง
บทนำ โปรแกรมโรงแรม ช่วยทำใบ ร.ร.3 ได้อย่างไร การจัดทำใบ […]
บทนำ โปรแกรมโรงแรม (PMS) คืออะไร? “โปรแกรมโรงแรม […]
บทนำ : ความสำคัญของการเชื่อมต่อ POS กับ โปรแกรมโรงแรม P […]